วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552
เมีย 4 ฅน

ชายคนหนึ่งมีภรรยา อยู่ 4 คน
เขาหาให้ทุกอย่าง
ภรรยาคนที่ 2 เขารักมาก เขาจะทำทุกสิ่ง
ทุกอย่างเพื่อภรรยาคนนี้
และจะไปหาภรรยาคนนี้เสมอ
ภรรยาคนที่ 3 เขารักรองลงมา ดูแลเอาใจใส่พอควร แวะไปหาบางเป็นครั้งคราว
ภรรยาคนที่ 4 เขาไม่เคยสนใจ ไม่เคยดูแลเอาใจใส่ ไม่เคยไปหา ไม่คิดถึงเลย ด้วยซ้ำ
และถูกจับ ต้องถูกประหารชีวิต ก่อนที่จะถูกประหาร เขาขอร้องว่า เขาขอกลับบ้าน
เพื่อไปร่ำลาภรรยาสุดที่รักซักครั้ง
ผู้คุมเห็นใจจึงอนุญาต
เล่าเหตุการณ์ต่างๆ ให้ฟัง
และถามภรรยา คน ที่ 1 ว่า
" ถ้าเขาต้องตายภรรยาคนที่ 1
จะทำอย่าง ไร? "
ภรรยาคนที่ 1 ตอบน้ำเสียงที่เย็นชาว่า
“ถ้าเธอตาย เราก็จบกัน”
คำตอบที่ได้รับ
เหมือนสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยง!! ลงมาที่เขาอย่างจัง
เขารู้สึกเจ็บปวด และเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
นึกเสียดาย ว่าเขาไม่ควรทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เลย
จากนั้นเขาก็ ไปหา ภรรยาคนที่ 2
ด้วยอาการเศร้าโศก เล่า เรื่องราวต่างๆ ให้ ฟัง
และถามคำถามเดิมกับภรรยาคนที่ 2 ว่า
" ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคน ที่ 2
จะทำอย่างไร? "
ภรรยาคนที่ 2 ก็ ตอบอย่างหน้าตาเฉย ว่า
" ถ้าเธอตาย ฉันจะมีใหม่ "
เหมือนสายฟ้า!! ผ่าลงมาซ้ำที่เขา อย่างจัง
เขารู้สึกเสียใจมาก และนึกเสียดายว่าที่ผ่านมา
เขาไม่ควร ทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เช่นกัน
เขาเดินคอตกมาหาภรรยาคนที่ 3
เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ ฟัง
และถาม ภรรยา คนที่ 3 ว่า
"ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคน ที่ 3
จะทำอย่างไร? "
ภรรยาคนที่ 3 ตอบว่า
"ถ้าเธอตาย ฉันจะไปส่ง "
ทำให้เขาคลายความ เศร้าโศกขึ้นมาได้บ้าง
อย่างน้อยก็ ยังมีภรรยาที่จริงใจกับเขา
ก่อนกลับไปรับโทษ
เขานึกขึ้นมาได้ว่ามีภรรยาอีกคน ซึ่งไม่เคยไปหาเลย จึงไปหา ภรรยาคนที่ 4 และถามว่า
" ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคนที่ 4
จะทำอย่าง ไร?"
ภรรยาคนที่ 4 ตอบว่า
" ถ้าเธอตาย ฉันจะตามไป ด้วย "
แทนที่เขาจะดีใจกลับนึกเสียใจหนักขึ้นไปอีก
เพราะ...มัน สายเกินไปเสียแล้ว ช่วงที่เขามีชีวิตอยู่
เขาไม่เคยเห็นค่าของภรรยาคนนี้ แต่ภรรยาคนนี้ไม่คิดที่จะทิ้งเขา จะติดตามเขาไปอยู่ด้วย
แล้วชายคนนี้ก็กลับไปรับโทษประหาร
และเมื่อเขาตาย ภรรยาคนที่ 4 ก็ตายตามไป ด้วย.....
เราทุกคนก็ มีภรรยา 4 คน นี้
มีคำถามว่า ภรรยาทั้ง 4 คนเป็นใคร? คิดกันก่อนนะ แล้วค่อยเฉลย...
ทีนี้เรามาดูกันว่า
ภรรยาคน ที่ 1, 2, 3 และ 4
เป็นใครกันบ้าง
ภรรยาคน ที่ 1
ร่างกายของเรา เพราะเวลาเรามีชีวิตอยู่
เราจะบำรุงบำเรอด้วยของสิ่งทุกอย่าง
อยากได้อะไรก็หาให้
แต่พอเราตายมันกลับไม่ไปกับเรา
เมื่อเราตาย ร่างกายมันก็มีค่าเท่ากับท่อนไม้
ท่อนหนึ่งเท่านั้น
ภรรยาคน ที่ 2
ทรัพย์สมบัติ เพราะเวลาเรามีชีวิตอยู่
เราจะทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้มันมา
แต่พอเราตาย มันกลับไม่ไปกับเรา
แต่ไปเป็นของคนอื่น
ภรรยาคนที่ 3
พ่อแม่ ลูกเมีย ญาติ พี่น้อง เพราะพอเราตาย
เขาจะทำศพให้เรา ทำบุญไปให้
แปลว่า เขาแค่ไปส่งเราเท่านั้น
ภรรยาคนที่ 4
เราไม่สามารถเอาอะไรไปด้วยได้
มีเพียงแค่บุญกับบาปเท่านั้น
ที่จะตามเราไป .....
เห็นไหมว่าเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต
แต่เดี๋ยวก่อนอย่าพึ่งคิดว่าเงินไม่สำคัญ
สำคัญ … แต่
ไม่สำคัญที่สุดเท่านั้นเอง
อย่าลืม…ยังมีเรื่องอื่น
ที่สำคัญกว่าเงินอีกเยอะ
ป้ายกำกับ:
ขุนไกร บรรยาย
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ห้าเด้ง ตอนที่5 (จบ)
สายๆของเช้าวันใหม่,พวกเราเริ่มทยอยรู้สึกตัวและกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง,ตลอดทั้งวันรวมทั้งเรื่องหลอนๆของค่ำคืนที่ผ่านมา,ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการข่มตาให้หลับลงแต่อย่างใด
วันใหม่ที่สดใส,กับบรรยากาศที่แสนอบอุ่น,มันเหมือนพลังที่เหนี่ยวรั้งพวกเราไว้จนไม่อยากจะขยับตัวไปไหน,พวกเรายังคงนอนเล่นกลิ้งตัวไปมา,โดยไม่มีทีท่าว่าใครอยากจะลุกไปทำอะไรให้มันเป็นประโยชน์มากกว่านี้,ส่วนหลานไอ้นกเองก็ดูท่าทางจะมีความสุขอยู่ไม่น้อยที่ได้เพื่อนใหม่ๆมาคอยหยอกล้อพูดคุยด้วย
พวกเรามีความสุขกับการนอนเกลือกกลิ้งอยู่ได้ไม่นาน,หลานไอ้นกที่เคยทำให้พวกเราสะดุ้งสุดตัวมาแล้วเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา,ก็ดูเหมือนว่ามีความในใจอะไรบางอย่างที่อยากจะบอกให้พวกเรารับรู้อยู่เต็มอก
"พี่ๆนี่ที่นอนน้องผม,มานอนกันทำไม?"ไอ้แสบถามอย่างไร้เหตุผล
"อ้าว...มีน้องด้วยเหรอเอ็ง,แล้วมันไปไหนล่ะไม่เห็นมันมานอนเลย"พวกเราช่วยกันถามด้วยความห่วงใย
"อ๋อ...น้องผมพึ่งตายไปไม่นานนี้ไม่รู้เหรอ"ไอ้แสบเปิดใจ,เสียงหัวเราะเล็กๆเล็ดรอดออกมาจากลำคอ,พร้อมกับสีหน้าที่แอบสะใจอย่างลึกๆราวกับผู้มีชัย
สายตาทุกคู่ของพวกเราหันไปทางไอ้นก,ที่นอนสะแยะยิ้มอยู่ข้างๆเหมือนกับจะยืนยันในคำพูดของไอ้แสบหลานชายสุดที่รักของมัน
เท่านั้นแหละครับพี่น้อง,ไม่ต้องคิดนาน,พวกเราลุกกันพรวดเดียวก็ยืนเลย,ชั่วโมงดีๆในการพักผ่อนถูกไอ้แสบทำลายลงย่อยยับจนไม่เหลือซาก,โดยที่มันไม่สนว่ามีใครอยากจะรับรู้เรื่องราวที่มันพยายามนำเสนอหรือปล่าว,จนพวกเราอยากจะรุมสำเร็จโทษมันซะเหลือเกิน,แต่จะอย่างไรก็ตามใบหน้าที่แสนทะเล้นกับเสียงหัวเราะชอบอกชอบใจของไอ้แสบ,ก็ยังอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดมาอย่างไม่เคยลืมเลือน
เรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาทั้งหมด,ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนถึงชะตากรรมของพวกเราอีกครั้งว่าจะเป็นอย่างไร,เราสุมหัวกันอยู่
ไม่นานนักก็ได้ความว่า,คืนนี้จะไม่ค้างที่นี่กันอีกแล้ว,เพราะที่ผ่านมาก็เผาหรอกกันไปเต็มๆ,ขืนถ้ายังทะลึ่งอยู่ต่อไม่วายต้องเผาจริงแน่ๆ,และในที่สุดก็ได้ข้อสรุปตรงกันว่า,จุดหมายต่อไปของพวกเราคือ"เขาใหญ่"
บทความกำกับโดยขุนเดช อ่านต่อ..
วันใหม่ที่สดใส,กับบรรยากาศที่แสนอบอุ่น,มันเหมือนพลังที่เหนี่ยวรั้งพวกเราไว้จนไม่อยากจะขยับตัวไปไหน,พวกเรายังคงนอนเล่นกลิ้งตัวไปมา,โดยไม่มีทีท่าว่าใครอยากจะลุกไปทำอะไรให้มันเป็นประโยชน์มากกว่านี้,ส่วนหลานไอ้นกเองก็ดูท่าทางจะมีความสุขอยู่ไม่น้อยที่ได้เพื่อนใหม่ๆมาคอยหยอกล้อพูดคุยด้วย
พวกเรามีความสุขกับการนอนเกลือกกลิ้งอยู่ได้ไม่นาน,หลานไอ้นกที่เคยทำให้พวกเราสะดุ้งสุดตัวมาแล้วเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา,ก็ดูเหมือนว่ามีความในใจอะไรบางอย่างที่อยากจะบอกให้พวกเรารับรู้อยู่เต็มอก
"พี่ๆนี่ที่นอนน้องผม,มานอนกันทำไม?"ไอ้แสบถามอย่างไร้เหตุผล
"อ้าว...มีน้องด้วยเหรอเอ็ง,แล้วมันไปไหนล่ะไม่เห็นมันมานอนเลย"พวกเราช่วยกันถามด้วยความห่วงใย
"อ๋อ...น้องผมพึ่งตายไปไม่นานนี้ไม่รู้เหรอ"ไอ้แสบเปิดใจ,เสียงหัวเราะเล็กๆเล็ดรอดออกมาจากลำคอ,พร้อมกับสีหน้าที่แอบสะใจอย่างลึกๆราวกับผู้มีชัย
สายตาทุกคู่ของพวกเราหันไปทางไอ้นก,ที่นอนสะแยะยิ้มอยู่ข้างๆเหมือนกับจะยืนยันในคำพูดของไอ้แสบหลานชายสุดที่รักของมัน
เท่านั้นแหละครับพี่น้อง,ไม่ต้องคิดนาน,พวกเราลุกกันพรวดเดียวก็ยืนเลย,ชั่วโมงดีๆในการพักผ่อนถูกไอ้แสบทำลายลงย่อยยับจนไม่เหลือซาก,โดยที่มันไม่สนว่ามีใครอยากจะรับรู้เรื่องราวที่มันพยายามนำเสนอหรือปล่าว,จนพวกเราอยากจะรุมสำเร็จโทษมันซะเหลือเกิน,แต่จะอย่างไรก็ตามใบหน้าที่แสนทะเล้นกับเสียงหัวเราะชอบอกชอบใจของไอ้แสบ,ก็ยังอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดมาอย่างไม่เคยลืมเลือน
เรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาทั้งหมด,ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนถึงชะตากรรมของพวกเราอีกครั้งว่าจะเป็นอย่างไร,เราสุมหัวกันอยู่
ไม่นานนักก็ได้ความว่า,คืนนี้จะไม่ค้างที่นี่กันอีกแล้ว,เพราะที่ผ่านมาก็เผาหรอกกันไปเต็มๆ,ขืนถ้ายังทะลึ่งอยู่ต่อไม่วายต้องเผาจริงแน่ๆ,และในที่สุดก็ได้ข้อสรุปตรงกันว่า,จุดหมายต่อไปของพวกเราคือ"เขาใหญ่"
บทความกำกับโดยขุนเดช อ่านต่อ..
ป้ายกำกับ:
ขุนเดช บรรยาย
วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552
เรื่องที่แม่ไม่เคยสอน...

นี่ก็ใก้ลมันแม่แล้ว เราทำอะไรให้แม่บ้างใช่วันนี้วันแม่ก็รักแม่แค่วันนี้นะ แต่จงรักต่อไปทุกๆวันเราเคยฟังแม่ พร่ำบ่น สั่งสอนกันจนเรา เบื่อแม่สอนเราทุกเรื่องเป็นครู ฅนแรกของเรา แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่แม่ไม่เคยสอนเลย อยากรุ้หรือเปล่า ลองอ่านดู บางฅนคงเคยอ่านแล้ว ก็ขอนำมาลงสำหรับ ฅนที่ยังไม่ได้อ่าน และยังมีแม่อยู่ในใจ
1. เพื่อน ๆ บอกฉันว่าทำไมฉันดูหน้าตาไม่ค่อยฉลาด แต่เรียนเก่งจัง...
ฉันบอกเพื่อนฉันว่าแม่ฉันสอน ให้ขยันแล้วก็ตั้งใจเรียน...
2. เพื่อน ๆฉันบอกว่า ทำไมพอฉันมีตังค์ ฉันชอบเอาไป ทำบุญ แจกเด็ก เลี้ยงพระ..
ฉันบอกเพื่อนฉันว่าแม่ฉันสอน ให้รู้จักแบ่งปันคนอื่น ถึงเราจะมีตังค์น้อย แต่ก็มีคนอื่นที่เขาลำบากกว่าเรา..
3. เพื่อน ๆ ฉันบอกว่า ทำไมฉันชอบเล่นกีฬา เล่นเป็นหลายอย่าง แล้วไม่เคยเห็นฉันป่วยนอนโรงพยาบาลเลย..
ฉันบอกเพื่อนฉันว่าแม่ฉันสอน ให้ฉันออกกำลังกาย จะได้แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วยง่าย ๆ เพราะเรามีตังค์น้อย เจ็บป่วยจะลำบาก..
4. เพื่อน ๆ ฉันบอกว่า ทำไมฉันอารมณ์ดี ไม่เครียด ไม่โกรธใครบ้างเลยหรือไง..
ฉันบอกเพื่อนฉันว่าแม่ฉันสอน ให้เป็นคนอารมณ์ดี ทำให้คนที่อยู่ใกล้เรามีความสุข แล้วจะสบายใจกันทุกคน..
5. เพื่อน ๆ ฉันบอกว่า ทำไมฉันพูดกับคนอื่น ดูสุภาพ อ่อนน้อม ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นลุงแก่ ๆ เป็นเด็กเสริฟอาหาร
หรือแม้แต่ขอทานที่ฉันให้เศษตังค์แล้วเขาอวยพรให้ฉัน ทำไมฉันต้องขอบคุณขอทานฉันบอกเพื่อนฉันว่าแม่ฉันสอน
ให้พูดดี ๆ กับทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เราพูดดี ๆ กับเขา เขาก็จะได้พูดดี ๆ กับเรา..
6. เพื่อน ๆ ฉันบอกว่า ทำไมพี่น้อง ฉันมีตั้งหลายคน ทำไมรักใคร่กันดี ไม่เคยทะเลาะกันเลย..
ฉันบอกเพื่อนฉันว่าแม่ฉันสอน ให้พี่น้องรักกันทุกคน เพราะหมากับแมวที่อยู่บ้านเดียวกัน มันยังรักกันได้
ทำไมพี่น้องกัน จะรักกันไม่ได้..
7. เพื่อน ๆ ฉันบอกว่า ทำไมฉันถึงรักชาติ รักแผ่นดิน รักในหลวง มากมายนัก..
ฉันบอกเพื่อนว่าแม่ฉันสอน ให้ฉันสำนึกถึงบุญคุณของแผ่นดิน บุญคุณของพระมหากษัติรย์
ทุกพระองค์ แม่ฉันสอน ให้ฉันรู้จักคำว่า จงรักภักดี ตั้งแต่ฉันยังไม่รู้ความหมายจนทุกวันนี้
ฉันรู้แล้วว่า คำว่า จงรักภักดีนั้น ยิ่งใหญ่เพียงใด..
8.เพื่อน ๆ ฉันบอกว่า ทำไมแม่ฉันถึงสอนอะไรฉันมากมายจังเลย
ฉันบอกเพื่อนว่าที่ฉันเป็นฉันอยู่จนทุกวันนี้ ก็เพราะ "แม่ฉันสอน"
แม่ฉันสอนอะไรฉันทำตามแม่ฉันสอนทุกอย่าง...
มีอยู่อย่างเดียวที่แม่ฉันไม่ได้สอน แต่ฉันทำ แล้วฉันทำมาตั้งแต่เด็กแล้ว
แม่ฉันไม่ได้สอนให้รักแม่ แต่......ฉันรักแม่...ด้วยตัวฉันเอง.. อ่านต่อ..
ป้ายกำกับ:
ขุนไกร บรรยาย
วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ห้าเด้ง ตอนที่ 4
บรรยากาศในการร่ำสุราที่พวกเราโหยหา ถึงแม้ว่ามันจะไม่ยืดยาวนัก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะยังไงซะเจ้าแอลกอฮอลล์ที่ยังส่งยิ้มให้เราอยู่ในขวดก็สำคัญกว่า บรรยากาศดีๆเป็นไหนๆ
เราเริ่มบรรเลงเพลงยุทธ์กันอีกครั้ง ทุกคนล้อมวงกันแบบสบายๆ เรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาตั้งแต่เช้าถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสนทนากัน อย่างเพลิดเพลิน รวมทั้งเรื่องเก่าๆที่มักพูดคุยกันในวงเหล้า ก็ถูกนำกลับมาปัดฝุ่นเล่าสู่กันฟังใหม่โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย
ภายในบ้านพักหลังนี้ แม้ไม่กว้างขวางมากนัก แต่มันก็สบายพอสำหรับพวกเราทั้งหกคน อีกทั้งที่หลับที่นอนก็มีพร้อม โทรทัศน์เครื่องเล็กก็มีไว้เปิดให้พวกเราได้คลายเหงา แถมพวกเรายังมีความเป็นส่วนตัวอีกต่างหาก เพราะญาติไอ้นกที่เป็นเจ้าของบ้านไปทำงานต่างถิ่น จนทำให้พวกเราเผลอนึกไปว่าเป็นบ้านของเราเอง
คงไม่ต้องบอกหรอกครับว่าพวกเราเต็มที่กันขนาดไหน มันก็คล้ายๆกับวงเหล้าทั่วไปนั่นแหละ เมื่อดีกรีเริ่มถึงมันก็ยิ่งทำให้พวกเรายิ่งคึกคัก แถมด้วยกีต้าร์ตัวเก่งที่ผมพกมาจากบ้าน ช่วยมาเสริมให้วงเหล้าพลัดถิ่นของพวกเรามีสีสันเป็นอยางมาก พวกเราใส่กันเต็มที่โดยไม่มีใครห้ามใคร หน้าแล้วหน้าเล่าของหนังสือเพลงถูกพลิกไปมา เพลงแล้วเพลงเล่าที่พวกเราช่วยกันบรรเลงและแหกปากประสานเสียงแบบไม่สนใจใคร โดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่และจะไปรบกวนใครบ้างหรือปล่าว
และในที่สุด!!! ศิลปินที่ไม่มีใครเชิญมาของพวกเราก็ต้องหยุดการแสดงลง แสงไฟในบ้านสาดส่องไปกระทบบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ข้างนอกให้เห็นอย่างชัดเจน ซึ่งมันอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสี่เมตร ผม ไอ้เรศ และไอ้อ๋องเห็นสิ่งนั้นด้วยกัน ต้องบอกตรงๆว่าน้ำตาผมเริ่มคลอเบ้า ตัวเริ่มแข็งสมองสับสนไปหมดเพราะไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อน สิ่งที่พวกเราเห็นนั้นสูงเลยขอบหน้าต่างขึ้นมาไม่มาก มันดูคล้ายกับเด็กที่ใส่เสื้อสีขาวผมสั้นเกรียน ยืนเกาะขอบหน้าต่างอยู่ภายนอกท่ามกลางความมืดโดยไม่มีการเคลื่อนไหว ส่วนสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นใบหน้าที่จ้องมองมายังพวกเราก็ไม่เด่นชัดมากนัก เพราะเต็มไปด้วยรอยคราบสีขาว ไอ้วุฒิกับไอ้ตั้มที่หันหลังให้ค่อยๆเอียงตัวไปมอง จนทำให้พวกมันทั้งคู่ถึงกับสะดุ้งสุดตัว ถึงตอนนี้ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนคงแทบที่จะลืมหายใจ มันเหมือนมีอะไรบางอย่างมาจุกอยู่ที่อกจนไม่สามารถจะพูดอะไรออกมาได้ ขนทั่วร่างเริ่มลุกชัน ร่างกายไม่ยอมขยับราวกับถูกสาปไว้ แต่ก่อนที่ความกลัวของพวกเราจะทะลุเพดาน ไอ้นกก็ทำลายบรรยากาศที่แสนจะกดดันให้จางหายไป
"อ้าวเฮ้ย...ทำไมไม่เข้าหน้าบ้าน" ไอ้นกตะโกนถาม,
"ประตูล็อค" เด็กคนนั้นตอบ,
"แล้วทำไมไม่เรียก" ไอ้นกข้องใจ,
"เรียกแล้ว ไม่มีใครได้ยิน" เด็กคนนั้นสวนกลับ...
เมื่อบทสนทนาของคนทั้งคู่จบลง ก็ดูเหมือนว่าพวกเราได้กลับมามีลมหายใจกันอีกครั้ง
เฮ้อ...พี่น้องครับ บรรยากาศช่วงที่ผ่านมานั้นบอกตรงๆว่า "เกินที่จะรับได้" แต่เมื่อทุกอย่างจบลงแบบนี้ก็ต้องบอกอีกว่า "โค-ตะ-ระ ประทับใจ" ไม่ช้าทุกคนต่างก็เริ่มขยับเขยื้อนเคลื่อนย้ายร่างกาย เสียงหัวเราะปนเสียงด่าทอแบบขำๆถูกแย่งกันปลดปล่อยเหมือนกับอัดอั้นกันมานาน ชนิดที่ว่าชาตินี้ไม่มีทางลืมได้
สรุปสุดท้ายเราจึงได้ความว่า ปกติแล้วหลานไอ้นก จะนอนที่นี่คนเดียวเพราะพ่อแม่ไปทำงานอยู่ที่อื่น แต่พวกเราก็ไม่รู้มาก่อน เพราะตั้งแต่มาถึง มันก็พึ่งจะโผล่มาให้เห็นนี่แหละ....เฮ้อชีวิต
โปรดติดตาม ตอนจบเร็วๆนี้
เขียนโดย
ขุนเดช อ่านต่อ..
เราเริ่มบรรเลงเพลงยุทธ์กันอีกครั้ง ทุกคนล้อมวงกันแบบสบายๆ เรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาตั้งแต่เช้าถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสนทนากัน อย่างเพลิดเพลิน รวมทั้งเรื่องเก่าๆที่มักพูดคุยกันในวงเหล้า ก็ถูกนำกลับมาปัดฝุ่นเล่าสู่กันฟังใหม่โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย
ภายในบ้านพักหลังนี้ แม้ไม่กว้างขวางมากนัก แต่มันก็สบายพอสำหรับพวกเราทั้งหกคน อีกทั้งที่หลับที่นอนก็มีพร้อม โทรทัศน์เครื่องเล็กก็มีไว้เปิดให้พวกเราได้คลายเหงา แถมพวกเรายังมีความเป็นส่วนตัวอีกต่างหาก เพราะญาติไอ้นกที่เป็นเจ้าของบ้านไปทำงานต่างถิ่น จนทำให้พวกเราเผลอนึกไปว่าเป็นบ้านของเราเอง
คงไม่ต้องบอกหรอกครับว่าพวกเราเต็มที่กันขนาดไหน มันก็คล้ายๆกับวงเหล้าทั่วไปนั่นแหละ เมื่อดีกรีเริ่มถึงมันก็ยิ่งทำให้พวกเรายิ่งคึกคัก แถมด้วยกีต้าร์ตัวเก่งที่ผมพกมาจากบ้าน ช่วยมาเสริมให้วงเหล้าพลัดถิ่นของพวกเรามีสีสันเป็นอยางมาก พวกเราใส่กันเต็มที่โดยไม่มีใครห้ามใคร หน้าแล้วหน้าเล่าของหนังสือเพลงถูกพลิกไปมา เพลงแล้วเพลงเล่าที่พวกเราช่วยกันบรรเลงและแหกปากประสานเสียงแบบไม่สนใจใคร โดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่และจะไปรบกวนใครบ้างหรือปล่าว
และในที่สุด!!! ศิลปินที่ไม่มีใครเชิญมาของพวกเราก็ต้องหยุดการแสดงลง แสงไฟในบ้านสาดส่องไปกระทบบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ข้างนอกให้เห็นอย่างชัดเจน ซึ่งมันอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสี่เมตร ผม ไอ้เรศ และไอ้อ๋องเห็นสิ่งนั้นด้วยกัน ต้องบอกตรงๆว่าน้ำตาผมเริ่มคลอเบ้า ตัวเริ่มแข็งสมองสับสนไปหมดเพราะไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อน สิ่งที่พวกเราเห็นนั้นสูงเลยขอบหน้าต่างขึ้นมาไม่มาก มันดูคล้ายกับเด็กที่ใส่เสื้อสีขาวผมสั้นเกรียน ยืนเกาะขอบหน้าต่างอยู่ภายนอกท่ามกลางความมืดโดยไม่มีการเคลื่อนไหว ส่วนสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นใบหน้าที่จ้องมองมายังพวกเราก็ไม่เด่นชัดมากนัก เพราะเต็มไปด้วยรอยคราบสีขาว ไอ้วุฒิกับไอ้ตั้มที่หันหลังให้ค่อยๆเอียงตัวไปมอง จนทำให้พวกมันทั้งคู่ถึงกับสะดุ้งสุดตัว ถึงตอนนี้ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนคงแทบที่จะลืมหายใจ มันเหมือนมีอะไรบางอย่างมาจุกอยู่ที่อกจนไม่สามารถจะพูดอะไรออกมาได้ ขนทั่วร่างเริ่มลุกชัน ร่างกายไม่ยอมขยับราวกับถูกสาปไว้ แต่ก่อนที่ความกลัวของพวกเราจะทะลุเพดาน ไอ้นกก็ทำลายบรรยากาศที่แสนจะกดดันให้จางหายไป
"อ้าวเฮ้ย...ทำไมไม่เข้าหน้าบ้าน" ไอ้นกตะโกนถาม,
"ประตูล็อค" เด็กคนนั้นตอบ,
"แล้วทำไมไม่เรียก" ไอ้นกข้องใจ,
"เรียกแล้ว ไม่มีใครได้ยิน" เด็กคนนั้นสวนกลับ...
เมื่อบทสนทนาของคนทั้งคู่จบลง ก็ดูเหมือนว่าพวกเราได้กลับมามีลมหายใจกันอีกครั้ง
เฮ้อ...พี่น้องครับ บรรยากาศช่วงที่ผ่านมานั้นบอกตรงๆว่า "เกินที่จะรับได้" แต่เมื่อทุกอย่างจบลงแบบนี้ก็ต้องบอกอีกว่า "โค-ตะ-ระ ประทับใจ" ไม่ช้าทุกคนต่างก็เริ่มขยับเขยื้อนเคลื่อนย้ายร่างกาย เสียงหัวเราะปนเสียงด่าทอแบบขำๆถูกแย่งกันปลดปล่อยเหมือนกับอัดอั้นกันมานาน ชนิดที่ว่าชาตินี้ไม่มีทางลืมได้
สรุปสุดท้ายเราจึงได้ความว่า ปกติแล้วหลานไอ้นก จะนอนที่นี่คนเดียวเพราะพ่อแม่ไปทำงานอยู่ที่อื่น แต่พวกเราก็ไม่รู้มาก่อน เพราะตั้งแต่มาถึง มันก็พึ่งจะโผล่มาให้เห็นนี่แหละ....เฮ้อชีวิต
โปรดติดตาม ตอนจบเร็วๆนี้
เขียนโดย
ขุนเดช อ่านต่อ..
ป้ายกำกับ:
ขุนเดช บรรยาย
วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ห้าเด้ง ตอนที่ 3
เวลาผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ เมื่อกิจธุระของทุกคนเสร็จสิ้นแล้ว ก็ถึงเวลาที่พวกเราจะได้อิ่มเอมกับอาหารค่ำที่ได้มีการจัดเตรียมจากเจ้าบ้านไว้อย่างเต็มใจ พวกเรา
ช่วยกันจัดการทุกเมนูอย่างไม่เกรงใจ โดยมีต้มยำไก่บ้านเป็นพระเอกชูโรง ซึ่งก็ทำให้พวกเราไม่ผิดหวังทั้งรสชาติและน้ำใจของคนที่นี่จริงๆ
เมื่อความอิ่มหนำสำราญเข้ามาเยือน ความโหยหิวและความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเริ่มจางหายไป เราสนทนากันหลังอาหารค่ำอยู่พักใหญ่ ก็ดูเหมือนว่าได้เวลาแล้ว
ที่จะเริ่มต้นภาระกิจหลักของเราต่อไป
พวกเราได้สถานที่เหมาะๆใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน และพร้อมแล้วที่จะจัดการกับเจ้าแอลกอฮอล์บรรจุขวดให้มันสิ้นซากไปเสียที ทุกคนจึงช่วยกันจัดแจง
ทุกอย่างอย่างรู้หน้าที่ แถมช่วยกันก่อกองไฟเล็กๆเพื่อเพิ่มบรรยากาศและสร้างไออุ่นให้คลายหนาวได้อย่างลงตัว
นับจากที่พวกเราพาตัวเองมาถึงที่นี่ นี่แหละเป็นรางวัลอันสุดยอดที่ทุกคนปารถนาบรรยากาศในการร่ำสุราครั้งนี้เป็นไปอย่างอบอุ่นและครื้นเครงสนุกสนาน
สายลมเอื่อยๆที่คอยโลมเลียแผ่นหลัง แสงจันทร์อ่อนๆที่สาดส่องพอให้ได้เห็นบรรยากาศโดยรอบอย่างลางๆ กองไฟเล็กๆที่กลมกลืนกับช่วงเวลายามค่ำคืน แถมด้วยบท
สนทนากับสหายที่ร่ำสุราอย่างรู้ใจ ไหนเลยจะมีอะไรดีไปกว่านี้อีก
มีคนเคยกล่าวไว้ว่า เวลาแห่งความสุขมักจะสั้นเสมอ! คราวนี้ก็คงเช่นกัน กองไฟที่เราช่วยกันก่อยังมิทันเติมเชื้อไฟ สายลมวูบใหญ่ที่ดูจงใจจะพัดพามายังพวกเรา
ก็ทำให้กองไฟที่เราได้พึ่งพิงเกือบมอดดับลง ฟืนท่อนเล็กๆจึงถูกโยนใส่เพื่อให้มันมีพลังขึ้นมาอีกครั้ง โดยไม่มีใครใส่ใจอะไรนักกับสถานะการณ์ที่เกิดขึ้น
พวกเรายังคงร่ำสุรากันต่อไปอย่างเอาจริงเอาจัง แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสุราที่เริ่มสำแดงฤทธิ์เดชหรืออย่างไร ทำให้ไอ้นกได้ปลดปล่อยถ้อยคำอันดูเหมือนจะท้าทาย
อะไรบางอย่าง หลุดออกมาจากปากหมาๆของมัน "เฮ้ย...ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ก็ให้กองไฟมันดับไปเลยซิวะ" พูดจบได้ไม่ทันไร ก็เหมือนกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างรับรู้การ
ร้องขอของไอ้นก สายลมวูบใหม่กระแทกกระทั้นหนักกว่าเดิม ทำให้กองไฟที่รุกโชนเพราะแรงฟืนท่อนใหม่...ดับลง!!!
เสียงหัวเราะชอบใจล่วงหล่นมาอีกครั้งจากปากไอ้นก ราวกับว่าจะกลบเกลื่อนความผิดที่มุขนี้ไม่มีใครขำ ภายใต้บรรยากาศที่เริ่มตรึงเครียด ความเงียบสงัดเริ่มทำ
หน้าที่ เพื่อนๆเริ่มมองหน้ากันเหมือนมีความในใจที่ไร้ซึ่งคำพูด ผมเริ่มรู้ตัวอีกครั้งว่าต้องทำอะไรสักอย่าง
เมื่อเข้าใจสถานะการณ์ดีแล้ว แม้จะไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่รีรอที่จะรุกขึ้นโดยที่มือทั้งสองไม่ลืมที่จะคว้าขวดเหล้าและแก้วของตัวเองออกมายืนรอ
อยู่หน้าประตูบ้านก่อนใครอย่างใจเย็น พวกเราทั้งหมดดูเหมือนจะเข้าใจอะไรๆได้เป็นอย่างดี เพราะต่างคนต่างก็กุลีกุจอช่วยกันเก็บข้าวของทุกอย่างอย่างรีบๆ ถึงแม้ว่ามือ
ไม้ของพวกมันแต่ละคนจะไม่ว่าง เพราะเต็มไปด้วยข้าวของที่โอบอุ้มอยู่ แต่ปากของพวกมันทุกคนก็ว่างพอที่จะพร่ำคำหวานอันแสบทรวงถาโถมใส่ไอ้นกอย่างไม่ยับยั้ง
ซึ่งใบหน้าของไอ้นกตอนนี้เต็มไปด้วยความสงสัย เหมือนกับมันจะถามว่า "กูผิดอะไร"
แม้ตัวผมเองนั้นจะจัดการเจ้าแอลกอฮอล์ในขวดไปไม่น้อย แต่มันก็ไม่ทำให้ผมขาดสติที่จะลืมนึกไปว่า ข้างในมีอะไรอยู่! เพื่อนๆเริ่มเดินเข้าบ้านทีละคน โดยมี
ผมที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วแทรกตัวตามไปด้วย พร้อมกับกวาดสายตาอย่างละเอียด เพื่อค้นหาไอ้ตัวประหลาดที่เคยทักทายกันตอนหัวค่ำ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีของผม หรือ
เพราะมันใจไม่ถึงกันแน่ที่ทำให้พวกมันหายหัวกันไปหมด
ในไม่ช้าเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางดีแล้ว พวกเราก็เริ่มจัดแจงตั้งวงกันใหม่ โดยมีไอ้นกที่เดินตามมาทีหลังปิดปะตูบ้านอย่างมิดชิด ราวกับว่าเป็นบ้านพักส่วนตัว
ของพวกเราที่จะไม่มีใครมารบกวนเราอีก
โปรดติดตามภาคต่อ ตอน๔
เขียนโดย ขุนเดช อ่านต่อ..
ช่วยกันจัดการทุกเมนูอย่างไม่เกรงใจ โดยมีต้มยำไก่บ้านเป็นพระเอกชูโรง ซึ่งก็ทำให้พวกเราไม่ผิดหวังทั้งรสชาติและน้ำใจของคนที่นี่จริงๆ
เมื่อความอิ่มหนำสำราญเข้ามาเยือน ความโหยหิวและความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเริ่มจางหายไป เราสนทนากันหลังอาหารค่ำอยู่พักใหญ่ ก็ดูเหมือนว่าได้เวลาแล้ว
ที่จะเริ่มต้นภาระกิจหลักของเราต่อไป
พวกเราได้สถานที่เหมาะๆใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน และพร้อมแล้วที่จะจัดการกับเจ้าแอลกอฮอล์บรรจุขวดให้มันสิ้นซากไปเสียที ทุกคนจึงช่วยกันจัดแจง
ทุกอย่างอย่างรู้หน้าที่ แถมช่วยกันก่อกองไฟเล็กๆเพื่อเพิ่มบรรยากาศและสร้างไออุ่นให้คลายหนาวได้อย่างลงตัว
นับจากที่พวกเราพาตัวเองมาถึงที่นี่ นี่แหละเป็นรางวัลอันสุดยอดที่ทุกคนปารถนาบรรยากาศในการร่ำสุราครั้งนี้เป็นไปอย่างอบอุ่นและครื้นเครงสนุกสนาน
สายลมเอื่อยๆที่คอยโลมเลียแผ่นหลัง แสงจันทร์อ่อนๆที่สาดส่องพอให้ได้เห็นบรรยากาศโดยรอบอย่างลางๆ กองไฟเล็กๆที่กลมกลืนกับช่วงเวลายามค่ำคืน แถมด้วยบท
สนทนากับสหายที่ร่ำสุราอย่างรู้ใจ ไหนเลยจะมีอะไรดีไปกว่านี้อีก
มีคนเคยกล่าวไว้ว่า เวลาแห่งความสุขมักจะสั้นเสมอ! คราวนี้ก็คงเช่นกัน กองไฟที่เราช่วยกันก่อยังมิทันเติมเชื้อไฟ สายลมวูบใหญ่ที่ดูจงใจจะพัดพามายังพวกเรา
ก็ทำให้กองไฟที่เราได้พึ่งพิงเกือบมอดดับลง ฟืนท่อนเล็กๆจึงถูกโยนใส่เพื่อให้มันมีพลังขึ้นมาอีกครั้ง โดยไม่มีใครใส่ใจอะไรนักกับสถานะการณ์ที่เกิดขึ้น
พวกเรายังคงร่ำสุรากันต่อไปอย่างเอาจริงเอาจัง แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสุราที่เริ่มสำแดงฤทธิ์เดชหรืออย่างไร ทำให้ไอ้นกได้ปลดปล่อยถ้อยคำอันดูเหมือนจะท้าทาย
อะไรบางอย่าง หลุดออกมาจากปากหมาๆของมัน "เฮ้ย...ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ก็ให้กองไฟมันดับไปเลยซิวะ" พูดจบได้ไม่ทันไร ก็เหมือนกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างรับรู้การ
ร้องขอของไอ้นก สายลมวูบใหม่กระแทกกระทั้นหนักกว่าเดิม ทำให้กองไฟที่รุกโชนเพราะแรงฟืนท่อนใหม่...ดับลง!!!
เสียงหัวเราะชอบใจล่วงหล่นมาอีกครั้งจากปากไอ้นก ราวกับว่าจะกลบเกลื่อนความผิดที่มุขนี้ไม่มีใครขำ ภายใต้บรรยากาศที่เริ่มตรึงเครียด ความเงียบสงัดเริ่มทำ
หน้าที่ เพื่อนๆเริ่มมองหน้ากันเหมือนมีความในใจที่ไร้ซึ่งคำพูด ผมเริ่มรู้ตัวอีกครั้งว่าต้องทำอะไรสักอย่าง
เมื่อเข้าใจสถานะการณ์ดีแล้ว แม้จะไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่รีรอที่จะรุกขึ้นโดยที่มือทั้งสองไม่ลืมที่จะคว้าขวดเหล้าและแก้วของตัวเองออกมายืนรอ
อยู่หน้าประตูบ้านก่อนใครอย่างใจเย็น พวกเราทั้งหมดดูเหมือนจะเข้าใจอะไรๆได้เป็นอย่างดี เพราะต่างคนต่างก็กุลีกุจอช่วยกันเก็บข้าวของทุกอย่างอย่างรีบๆ ถึงแม้ว่ามือ
ไม้ของพวกมันแต่ละคนจะไม่ว่าง เพราะเต็มไปด้วยข้าวของที่โอบอุ้มอยู่ แต่ปากของพวกมันทุกคนก็ว่างพอที่จะพร่ำคำหวานอันแสบทรวงถาโถมใส่ไอ้นกอย่างไม่ยับยั้ง
ซึ่งใบหน้าของไอ้นกตอนนี้เต็มไปด้วยความสงสัย เหมือนกับมันจะถามว่า "กูผิดอะไร"
แม้ตัวผมเองนั้นจะจัดการเจ้าแอลกอฮอล์ในขวดไปไม่น้อย แต่มันก็ไม่ทำให้ผมขาดสติที่จะลืมนึกไปว่า ข้างในมีอะไรอยู่! เพื่อนๆเริ่มเดินเข้าบ้านทีละคน โดยมี
ผมที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วแทรกตัวตามไปด้วย พร้อมกับกวาดสายตาอย่างละเอียด เพื่อค้นหาไอ้ตัวประหลาดที่เคยทักทายกันตอนหัวค่ำ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีของผม หรือ
เพราะมันใจไม่ถึงกันแน่ที่ทำให้พวกมันหายหัวกันไปหมด
ในไม่ช้าเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางดีแล้ว พวกเราก็เริ่มจัดแจงตั้งวงกันใหม่ โดยมีไอ้นกที่เดินตามมาทีหลังปิดปะตูบ้านอย่างมิดชิด ราวกับว่าเป็นบ้านพักส่วนตัว
ของพวกเราที่จะไม่มีใครมารบกวนเราอีก
โปรดติดตามภาคต่อ ตอน๔
เขียนโดย ขุนเดช อ่านต่อ..
ป้ายกำกับ:
ขุนเดช บรรยาย
ห้าเด้ง ตอนที่ 2
เอาละครับ ในที่สุดพวกเราก็มาถึงบ้านยายไอ้นกกันเสียที ต้องบอกก่อนว่า สถานที่แห่งนี้ค่อนข้างกว้างขวางมีต้นไม้รายล้อมอยู่ทั่วไป และในบริเวณเดียวกันนี้ก็มี
บ้านอยู่ด้วยกันสองหลัง โดยหลังด้านในนั้นเป็นบ้านหลังใหญ่ที่ตากับยายไอ้นกพักอาศัยอยู่ ส่วนหลังด้านหน้าที่พวกเราเดินเข้าไปเจอเป็นหลังแรกนั้น เป็นบ้านของญาติ
ไอ้นก ซึ่งเป็นบ้านหลังเล็กๆชั้นเดียวที่ยังสร้างไม่เสร็จดีนัก ตัวบ้านก่ออิฐโดยรอบเป็นห้องเดียว ส่วนที่เป็นหน้าต่างนั้นก็มีเฉพาะวงกบที่ไร้บานเป็นช่องโหว่ให้เห็นอยู่
รอบบ้าน จะมีก็เฉพาะบานประตูเท่านั้น ที่ทำให้บ้านหลังนี้ดูมิดชิดขึ้นมาหน่อย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม คืนนี้พวกเราทุกคนจะต้องใช้ที่นี่เป็นที่ซุกหัวนอนอย่างไม่ต้องสงสัย
เราทั้งหมดเอาสัมภาระมาเก็บไว้ที่นี่ จากนั้นก็พากันเข้าไปทักทายตายายของไอ้นก ด้วยความเคารพนบนอบตามแบบฉบับไทยๆ เมื่อพูดคุยกันได้สักพักและดู
เหมือนว่าใกล้จะมืดค่ำแล้ว ตาของไอ้นกก็บอกให้พวกเรารีบไปจัดแจงหาอาบน้ำอาบท่า เพราะว่าที่นี่มีห้องน้ำแค่ห้องเดียว จากนั้นจะได้มากินข้าวเย็นร่วมกัน
เพื่อนๆส่วนหนึ่งต่างพากันไปทำภารกิจส่วนตัวอย่างเป็นระเบียบ ส่วนผมเองไม่รีบร้อนอะไรนักจึงเดินดูรอบๆบริเวณกับเพื่อนบางคน หลังจากนั้นจึงเดินกลับ
ไปที่บ้านหลังเล็กเพื่อที่จะไปเอาสัมภาระของตัวเอง โดยมีไอ้วุฒิเดินตามมาด้วย เมื่อเข้ามาในบ้านผมกับไอ้วุฒิค่อยๆเอนตัวลงนอนเหยียดยาวบนพื้น เพื่อรอเพื่อนๆที่ยัง
เข้าคิวอาบน้ำกันอยู่
ยังไม่ทันที่ร่างกายจะได้ผ่อนคลายให้หายเมื่อยล้า เสียงกระซิบเบาๆจากไอ้วุฒิก็ลอยมา "มึงเห็นอะไรหรือปล่าวว่ะ" ผมนอนนิ่งอยู่ครู่เดียว พร้อมกับสูดลมหายใจ
เฮือกใหญ่ ก่อนค่อยๆตอบมันกลับไป "เออกูเห็นแล้ว" "เอาไงดีว่ะ" ไอ้วุฒิถามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มสับสน "มึงเฉยๆเหอะ มันไม่ทำอะไรมึงหรอก" ผมตอบไอ้วุฒิมันไปอย่าง
นั้นแหละ ทั้งที่ตัวผมเองก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน แต่สิ่งที่เราทั้งคู่ทำได้และทำเหมือนกันอยู่ก็คือ.....จ้องมันไว้!!!! เราทั้งคู่จ้องมองพวกมันอย่างไม่ละสายตา
ซึ่งเราหวังเพียงว่า พวกมันคงจะไม่ลงมาเดินเล่นเพ่นพล่านข้างล่างก็พอใจแล้ว
แต่ยังไม่ทันไรสิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นก็เริ่มส่อแวว พวกมันทั้งหมดเริ่มส่งเสียงเอะอะโวยวาย คล้ายกับจะท้าทายผู้มาใหม่ บางตัวเริ่มวิ่งพล่านไปทั่วห้องเหมือน
ว่าอยากจะขอเปิดงานใจจะขาด จนในที่สุดเพียงไม่กี่อึดใจนาทีแห่งความระทึกใจก็มาถึง พวกมันส่วนใหญ่วิ่งกรูลงมาด้านล่าง ตามเสาบ้าง ตามผนังบ้าง ราวกับว่ามีพวก
เราทั้งคู่เป็นเป้าหมาย
ด้วยสัญชาตญาณที่มีอยู่ในตัว เริ่มผลักดันให้ผมต้องทำอะไรสักอย่าง ผมจึงตัดสินใจดีดตัวเองขึ้นจากพื้นและไม่ลืมที่จะคว้ากระเป๋าที่มีสัมภาระอันหนักอึ้งขึ้นมา
ด้วย พร้อมกันนั้นก็กระโจนออกจากที่เกิดเหตุอย่างลืมตาย โดยไม่จำเป็นต้องถามความเห็นจากไอ้วุฒิที่ยังนอนนิ่งไร้สติอยู่ข้างๆ แต่ยังไงซะไอ้วุฒิเองมันก็ฉลาดพอที่จะ
ตามผมออกไปพร้อมกับส่งเสียงโวยวายอย่างไม่เกรงใจใครไล่หลังผมมาติดๆ
สิ่งที่เราทั้งคู่เห็น จนทำให้เราเสียสติตามๆกันไปก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ มันก็แค่ไอ้สัตว์เลื้อยคลานที่ใหญ่กว่าจิ้งจกเท่านั้นเอง ซึ่งเราทั้งคู่ดันกลัวไอ้ตัวประหลาดนี้
เหมือนกันซะด้วย แต่ที่นี่ไม่ธรรมดาตรงที่ว่า มันไม่ได้มีแค่ตัวสองตัว เฉพาะแค่สายตาผมที่มองเห็น มันก็เกือบสิบตัวเข้าไปแล้ว!!! แถมแต่ละตัวมันยังแสดงความเป็นเจ้าถิ่น
ที่ไม่ให้เกียรติผู้มาเยือนเลยแม้แต่น้อย
ผมกับไอ้วุฒิ บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนๆฟังอย่างออกรส แต่ดูเหมือนพวกมันจะไม่แปลกใจอะไรนักแถมยังแอบสะใจกันเล็กๆคล้ายกับจะรับรู้มาก่อนแล้ว
จึงทำให้ผมเข้าใจได้ว่า นี่คงเป็นเพียงแค่การรับน้องที่มีผมกับไอ้วุฒิตกเป็นเหยื่อกันตามลำพัง.....เฮ้อซึ้งใจจริงๆ
โปรดติดตามภาคต่อ ตอน3
เขียนโดย ขุนเดช อ่านต่อ..
บ้านอยู่ด้วยกันสองหลัง โดยหลังด้านในนั้นเป็นบ้านหลังใหญ่ที่ตากับยายไอ้นกพักอาศัยอยู่ ส่วนหลังด้านหน้าที่พวกเราเดินเข้าไปเจอเป็นหลังแรกนั้น เป็นบ้านของญาติ
ไอ้นก ซึ่งเป็นบ้านหลังเล็กๆชั้นเดียวที่ยังสร้างไม่เสร็จดีนัก ตัวบ้านก่ออิฐโดยรอบเป็นห้องเดียว ส่วนที่เป็นหน้าต่างนั้นก็มีเฉพาะวงกบที่ไร้บานเป็นช่องโหว่ให้เห็นอยู่
รอบบ้าน จะมีก็เฉพาะบานประตูเท่านั้น ที่ทำให้บ้านหลังนี้ดูมิดชิดขึ้นมาหน่อย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม คืนนี้พวกเราทุกคนจะต้องใช้ที่นี่เป็นที่ซุกหัวนอนอย่างไม่ต้องสงสัย
เราทั้งหมดเอาสัมภาระมาเก็บไว้ที่นี่ จากนั้นก็พากันเข้าไปทักทายตายายของไอ้นก ด้วยความเคารพนบนอบตามแบบฉบับไทยๆ เมื่อพูดคุยกันได้สักพักและดู
เหมือนว่าใกล้จะมืดค่ำแล้ว ตาของไอ้นกก็บอกให้พวกเรารีบไปจัดแจงหาอาบน้ำอาบท่า เพราะว่าที่นี่มีห้องน้ำแค่ห้องเดียว จากนั้นจะได้มากินข้าวเย็นร่วมกัน
เพื่อนๆส่วนหนึ่งต่างพากันไปทำภารกิจส่วนตัวอย่างเป็นระเบียบ ส่วนผมเองไม่รีบร้อนอะไรนักจึงเดินดูรอบๆบริเวณกับเพื่อนบางคน หลังจากนั้นจึงเดินกลับ
ไปที่บ้านหลังเล็กเพื่อที่จะไปเอาสัมภาระของตัวเอง โดยมีไอ้วุฒิเดินตามมาด้วย เมื่อเข้ามาในบ้านผมกับไอ้วุฒิค่อยๆเอนตัวลงนอนเหยียดยาวบนพื้น เพื่อรอเพื่อนๆที่ยัง
เข้าคิวอาบน้ำกันอยู่
ยังไม่ทันที่ร่างกายจะได้ผ่อนคลายให้หายเมื่อยล้า เสียงกระซิบเบาๆจากไอ้วุฒิก็ลอยมา "มึงเห็นอะไรหรือปล่าวว่ะ" ผมนอนนิ่งอยู่ครู่เดียว พร้อมกับสูดลมหายใจ
เฮือกใหญ่ ก่อนค่อยๆตอบมันกลับไป "เออกูเห็นแล้ว" "เอาไงดีว่ะ" ไอ้วุฒิถามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มสับสน "มึงเฉยๆเหอะ มันไม่ทำอะไรมึงหรอก" ผมตอบไอ้วุฒิมันไปอย่าง
นั้นแหละ ทั้งที่ตัวผมเองก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน แต่สิ่งที่เราทั้งคู่ทำได้และทำเหมือนกันอยู่ก็คือ.....จ้องมันไว้!!!! เราทั้งคู่จ้องมองพวกมันอย่างไม่ละสายตา
ซึ่งเราหวังเพียงว่า พวกมันคงจะไม่ลงมาเดินเล่นเพ่นพล่านข้างล่างก็พอใจแล้ว
แต่ยังไม่ทันไรสิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นก็เริ่มส่อแวว พวกมันทั้งหมดเริ่มส่งเสียงเอะอะโวยวาย คล้ายกับจะท้าทายผู้มาใหม่ บางตัวเริ่มวิ่งพล่านไปทั่วห้องเหมือน
ว่าอยากจะขอเปิดงานใจจะขาด จนในที่สุดเพียงไม่กี่อึดใจนาทีแห่งความระทึกใจก็มาถึง พวกมันส่วนใหญ่วิ่งกรูลงมาด้านล่าง ตามเสาบ้าง ตามผนังบ้าง ราวกับว่ามีพวก
เราทั้งคู่เป็นเป้าหมาย
ด้วยสัญชาตญาณที่มีอยู่ในตัว เริ่มผลักดันให้ผมต้องทำอะไรสักอย่าง ผมจึงตัดสินใจดีดตัวเองขึ้นจากพื้นและไม่ลืมที่จะคว้ากระเป๋าที่มีสัมภาระอันหนักอึ้งขึ้นมา
ด้วย พร้อมกันนั้นก็กระโจนออกจากที่เกิดเหตุอย่างลืมตาย โดยไม่จำเป็นต้องถามความเห็นจากไอ้วุฒิที่ยังนอนนิ่งไร้สติอยู่ข้างๆ แต่ยังไงซะไอ้วุฒิเองมันก็ฉลาดพอที่จะ
ตามผมออกไปพร้อมกับส่งเสียงโวยวายอย่างไม่เกรงใจใครไล่หลังผมมาติดๆ
สิ่งที่เราทั้งคู่เห็น จนทำให้เราเสียสติตามๆกันไปก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ มันก็แค่ไอ้สัตว์เลื้อยคลานที่ใหญ่กว่าจิ้งจกเท่านั้นเอง ซึ่งเราทั้งคู่ดันกลัวไอ้ตัวประหลาดนี้
เหมือนกันซะด้วย แต่ที่นี่ไม่ธรรมดาตรงที่ว่า มันไม่ได้มีแค่ตัวสองตัว เฉพาะแค่สายตาผมที่มองเห็น มันก็เกือบสิบตัวเข้าไปแล้ว!!! แถมแต่ละตัวมันยังแสดงความเป็นเจ้าถิ่น
ที่ไม่ให้เกียรติผู้มาเยือนเลยแม้แต่น้อย
ผมกับไอ้วุฒิ บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนๆฟังอย่างออกรส แต่ดูเหมือนพวกมันจะไม่แปลกใจอะไรนักแถมยังแอบสะใจกันเล็กๆคล้ายกับจะรับรู้มาก่อนแล้ว
จึงทำให้ผมเข้าใจได้ว่า นี่คงเป็นเพียงแค่การรับน้องที่มีผมกับไอ้วุฒิตกเป็นเหยื่อกันตามลำพัง.....เฮ้อซึ้งใจจริงๆ
โปรดติดตามภาคต่อ ตอน3
เขียนโดย ขุนเดช อ่านต่อ..
ป้ายกำกับ:
ขุนเดช บรรยาย
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)