เรียนท่านผู้มีอุปการะคุณ ที่เข้ามาเยี่ยมชม เรื่องเล่า ชาวGang ตอนนี้ทางทีมงานได้ย้ายไป link ใหม่ตาม นี้ขอรับ http://g-storytelling.blogspot.com ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามขอรับ

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ห้าเด้ง ตอนที่ 1


ในสมัยที่ผมยังต้องร่ำเรียนเขียนอ่านอยู่นั้น ผมและเพื่อนๆก็มักจะชวนกันไปแสวงหาความท้าทายใหม่ๆ ด้วยการออกไปเผชิญโลกภายนอกกันตามลำพังซึ่งผมคิดว่าเพื่อนๆหลายคนก็คงเป็นเช่นเดียวกันกับพวกผม ผมจึงมี

ประสบการณ์บางช่วงบางตอนของชีวิตนำมาเล่าสู่กันฟังเพราะอย่างน้อยการขุดเรื่องเก่าๆมาพูดคุย มันก็อาจจะทำให้ความทรงจำดีๆบางอย่างกลับฟื้นขึ้นมามีชีวิตอีกครั้งก็เป็นได้....
เมื่อประมาณสิบกว่าปีมาแล้ว ตอนปิดภาคเรียนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ใครหลายๆคนชื่นชอบ ผมและเพื่อนๆก็เช่นเดียวกัน พวกเราสุมหัวกันอยู่พักใหญ่เพื่อที่จะหาแหล่งบันเทิงที่พอจะให้เราได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆ


ให้แก่ชีวิต ในที่สุดพวกเราก็ได้ตกลงตรงที่ว่า เราจะไปบ้านยายไอ้นก ที่จ.นครราชสีมา
ในไม่ช้าวันเดินทางก็มาถึง ณ ที่จุดนัดพบพวกเรารวมตัวกันได้แค่หกคน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครมาสมทบอีกแล้วเราจึงเริ่มเดินทาง โดยเริ่มต้นที่สถานีรถไฟดอนเมือง จุดหมายปลายทางนั้นค่อนข้างเลือนลางในความทรงจำ

แต่จำได้ว่าน่าจะเป็นแถวๆอ.ปากช่องหรือไม่ก็ไกลกว่านั้น เพราะบ้านไอ้นกมันอยู่เลยปากช่องไปอีกตั้งไกล
ผมบอกตรงๆว่าผมตื่นเต้นไม่น้อย เพราะนี่จะเป็นการเดินทางครั้งแรกของผมด้วย "รถไฟ"
เมื่อรถไฟเริ่มออกตัว ผมรู้สึกได้เลยว่า กำลังจะได้เจอประสบการณ์อะไรใหม่ๆที่สุดจะคาดเดา การเดินทางของพวกเรานั้นสนุกสนานกันอย่างเต็มที่ตามประสาหนุ่มๆที่ขาดสาวๆ รถไฟเคลื่อนตัวไปบนรางเหล็กได้พักใหญ่ๆไม่ช้าไม่

นานมันก็พาพวกเรามาถึง "ลำตะคอง" "โอโฮ... สวยจริงๆ" ผมอุทานในใจ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นมันจากมุมมองนี้ ซึ่งโดยปกติแล้วผมจะได้เห็นมันผ่านทางกระจกรถเท่านั้น
พวกเราทุกคนเริ่มย้ายตัวออกจากที่นั่งแล้วไปกระจุกตัวกันอยู่บริเวณทางเชื่อมต่อของตู้โดยสาร แน่นอนล่ะพวกเราคงไม่อยู่เฉยๆแน่เพราะถ้าจะได้เห็นชัดๆคงต้องขึ้นไปให้สูงกว่านี้ เพื่อนๆเริ่มปีนป่ายขึ้นไปบนหลังคาทีละคน

รวมทั้งผมด้วย บรรยากาศบนนี้ต้องบอกตรงๆว่า "ตัวใครตัวมัน" "ยึดกันเอาเอง
อย่ามายุ่งกับกู" เราอยู่กันบนนี้ไม่นานนักหรอก แต่มันก็นานพอที่จะได้ถ่ายรูปสวยๆกลับไปอวดเพื่อนๆให้สะใจ
สักพักพวกเราก็ทยอยลงมารวมตัวกันอยู่ที่เดิมเพราะมันทำอะไรได้สะดวกกว่าบนนั้นเป็นไหนๆ
เวลาผ่านไปดูเหมือนว่าการเดินทางด้วยรถไฟกำลังจะยุติลง เสียงหวูดของรถไฟดังเป็นระยะๆ ราวกับเสียงขู่ตะคอกจากม้าเหล็กว่า "พวกมึงลงกันไปได้แล้ว"และตามมาด้วยเสียงเบรคที่ลากยาวเหมือนกับ
จะย้ำเตือนอีกครั้งว่า "กูไม่ได้ล้อเล่น" จนในที่สุดพี่ม้าเหล็กของเราก็สงบลง
พวกเราก้าวเท้าลงบนชานชลา สาดส่ายสายตาไปมาทั่วบริเวณ แสดงออกถึงความเป็นคนต่างถิ่นให้เห็นอย่างชัดเจน ไอ้นกพาพวกเราเดินหาอะไรกินได้สักพัก ก็ถึงเวลาที่เราจะได้เดินทางกันต่ออีกแล้ว แต่คราวนี้เป็นรถ

โดยสารอันอุดอู้ที่จะพาพวกเราสู่จุดหมายปลายทาง ผมและเพื่อนๆสงบนิ่งอยู่บนรถโดยสารได้พักใหญ่ ไม่นานนักไอ้นกก็เริ่มขยับตัว เหมือนจะส่งสัญญาณให้เราได้รับรู้ว่าการเดินทางใกล้จะจบลงแล้ว
ในที่สุดเราทั้งหมดก็ได้ลงจากรถโดยสารตอนบ่ายแก่ๆ "ใกล้จะถึงแล้วโว้ย เดี๋ยวเดินไปอีกหน่อยก็ถึงแล้ว" ไอ้นกเจ้าของบ้านเอ่ยปาก ใบหน้าทุกคนเปี่ยมไปด้วยความหวัง ความคึกคักตามประสาหนุ่มๆเริ่มกลับมาอีกครั้ง "

ไม่ขึ้นรถไปเหรอว่ะ" เสียงใครคนหนึ่งตะโกนถาม "รถไม่มีว่ะแต่ไม่ไกลหรอก" "มึงเห็นรถข้างหน้าโน้นมั้ย" ไอ้นกชี้ให้ดูไกลๆ "เออนั่นแหละ ตามรถนั้นไปเดี๋ยวก็ถึง" แม้จะค่อนข้างเหนื่อยล้า แต่เราทุกคนก็มีกำลังใจมากขึ้น

กอปรกับบริเวณนั้นมีต้นไม้อยู่อย่างร่มรื่น เราจึงยังไม่สะทกสะท้านอะไร
ผมและเพื่อนเดินกันไปได้พักใหญ่อากาศก็เริ่มร้อน ต้นไม้ก็เริ่มบางตาไร้ซึ่งร่มเงาให้ได้พึ่งพิง
"เฮ้ยเมื่อไหร่จะถึงว่ะ" "กูว่ามันเลยไอ้รถที่มึงชี้ให้ดูมาไกลแล้วนะโว้ย" ไอ้วุฒิเริ่มโวยวาย ซึ่งทุกคนก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน "กูให้มึงเดินตามรถไป ไม่ได้บอกว่าอยู่ตรงนี้นี่หว่า" ไอ้นกอธิบายต่อ เมื่อได้ยินดังนั้นพวกเราทุกคนแทบ

จะล้มตัวลงนอน เพราะพลังที่อัดแน่นมาตั้งแต่เมื่อเช้า ใกล้จะถึงขีดสุด บรรยากาศแห่งความกระตือรือร้นไม่เหลือให้เห็น แม้แต่ไอ้ตั้มเองที่เป็นคนอะไรก็ได้ยังถึงกับส่ายหน้า ต่างคนต่างพากันนั่งบ้างนอนบ้าง เสียงพูดคุยเริ่มจางหาย

รถสักคันก็ไม่มีผ่านมา บ้านช่องหรือร้านรวงก็ไม่มีให้พักอาศัย มองไปทางไหนก็เห็นแต่พื้นที่แห้งแล้งสุดสายตา พวกเราหยุดรวบรวมแรงกายแรงใจได้สักพักก็พร้อมที่จะไปต่ออีกครั้ง แม้จะยังไม่รู้จุดหมายที่แน่ชัด แต่ยังไงเราก็ต้อง

ไปให้ถึงก่อนที่จะมืดค่ำ
เราทุกคนออกเดินกันไปได้อีกพักใหญ่ จนในที่สุด "เฮ้ย...ไอ้รถคันนั้นนี่หว่า" เพื่อนๆต่างพากันชี้มือชี้ไม้ "เดินเร็วๆหน่อยโว้ย จะได้อาศัยเขาไปด้วย" เหมือนเทวดามาโปรดครับ พวกเราทุกคนมองเห็นรถคันเดิมที่ไอ้นก

เคยชี้ให้ดูจอดอยู่ เราต่างพากันวิ่งบ้างเดินบ้างจนในที่สุดก็ถึงเป้าหมายแถมตรงนี้ยังมีร้านขายของอีกต่างหาก โอ้สวรรค์ชัดๆ ผมรู้สึกได้ทันทีว่า ความรู้สึกดีๆของพวกเรา กลับมาอีกครั้งอย่างเต็มเปี่ยม
"ไม่ต้องรีบ" ไอ้นกบอก "ซื้อของกันก่อน แล้วค่อยไปต่อ" ผมคิดในใจว่า มึงไม่ต้องบอกก็ไม่มีใครรีบแล้วล่ะเพราะดูเหมือนว่า ทุกอย่างจะอยู่ในมือเราแล้ว พวกเราต่างรวบรวมกำลังทรัพย์ซื้อของเท่าที่จำเป็น พร้อมทั้งดื่ม

น้ำดื่มท่ากันอย่างหิวกระหาย
เมื่อทุกอย่างเสร็จสรรพเรียบร้อย ก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องบรรลุวัตถุประสงค์ของพวกเราเสียที
แต่พวกเราไม่เห็นวี่แววว่าไอ้นกมันจะใส่ใจอะไรเลย แถมยังเดินผ่านรถคันนั้นไปซะเฉยๆ "เฮ้ย...ไม่ขอเขาไปด้วยวะ" เสียงพวกเราช่วยกันทักท้วง "มึงจะขึ้นรถก็เรื่องของมึง กูจะเดินเข้าบ้านกูแล้ว" ไอ้นกพูดอย่างหน้าตาเฉย พร้อม

กับเดินเลยหายเข้าข้างทางไปอย่างไม่รีรอ พวกเรายืนมองหน้ากันอย่างงงๆ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่วายที่พวกเราจะตามมันไปอย่างติดๆ และในที่สุดจุดหมายปลายทางที่เราอยากจะไปให้ถึงก็อยู่ตรงหน้าของพวกเราแล้ว พร้อมกับความ

รู้สึกที่อยากจะรุมกระทืบไอ้นกให้จมคาเท้าเสียเหลือเกิน เพราะไม่มีใครรู้อะไรเลยนอกจากมันคนเดียว

โปรดติดตามภาคต่อตอนที่ 2

เขียนโดย ขุนเดช

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ช่วยๆกันติ ชมก่น ด่าก็ได้